
ไม่รู้มีใครเป็นเหมือนกันมั้ย ที่อ่านยังไงก็ไม่จำสักที บางทีก็สติหลุดระหว่างอ่านบ้าง พยายามหาวิธีของคนนั้น คนนี้มาปรับใช้ยังไงก็ไม่ได้สักที โดยเฉพาะกับหนังสือที่มีสาระแล้วเนี่ยย
เปิดมาก็ง่วงแน้วววว เย้ยยย 😴
จนได้มาเจอวิธีอ่านหนังสือที่น่าสนจากช่อง YouTube ของ “Thomas Frank” ที่ชื่อว่า
How to Remember More of What You Read ซึ่งเขาพูดเรื่องนี้ไว้เมื่อ 6 ปีก่อน
โอ้ววววว เราไปอยู่ที่ไหนมาาาาาา 55555+
Even though you can read 100 books, if you’re not intaking the information and applying it later on. So, what’s the reason of reading in the first place. -Thomas Frank-
เห็นด้วยกับ quote นี้อย่างมาก ถ้าอ่านแล้วไม่สามารถเอามา information ที่เราได้รับมาทำให้เกิดประโยชน์ หรือสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับชีวิตของเรา
แล้วเราจะอ่านมันทำไม (จริงม๊ายยยยย 😵💫)

จนมารู้จักกับ 5 เทคนิคการอ่านหนังสือ ที่เอามาปรับใช้กับตัวเองแล้วใช้ได้จริง
เทคนิคที่จะทำให้เรารู้สึกเหนื่อยหน่ายกับการอ่านหนังสือ แถมยังช่วยให้เราจำเรื่องราวที่เราอ่านได้ดีขึ้นด้วย
ไปทำความรู้จักกับ 5 เทคนิคนั้นกัน ~
“5 Tips that will help you remember what you read.“
1. Pre-reading 🧩
การเริ่มอ่านหนังสือด้วยวิธี Skim and Scan
ให้เราดูภาพรวมคร่าวๆ ว่าหนังสือเล่มนั้นมี context เกี่ยวกับอะไร หน้าสารบัญมีหัวข้ออะไรที่เราจะได้พบเจอในหนังสือเล่มนี้บ้าง
และเริ่ม preview เนื้อหา หรือ บทที่เรากำลังจะเริ่มอ่านว่ามีกี่หน้า เนื้อหน้ามัน highlight สำคัญคัญอะไรบ้างคร่าวๆ เพื่อให้สมองเราได้เตรียมตัว และ consume เรื่องราวเหล่านั้นอย่างเต็มที่ 📖
การเตรียมสมองให้พร้อมด้วยวิธี จะช่วยให้เราโฟกัสในเรื่องราวที่กำลังจะอ่านได้ดีขึ้น
2. Highlighting 🧩
การ highlight ส่วนสำคัญ ที่ไม่ได้แปลว่าสำคัญทั้งหน้า 555555555+
เวลาเราอ่านหนังสือบางที่เราก็รู้สึกว่า นั่นก็สำคัญ นี่ก็สำคัญ ไปๆ มาๆ เต็มหน้าไปหมด 😂
ซึ่งมันไม่ใช่แบบน๊านนนนน (น้องงง ฟังพี่ก่อนนนนน ~~ )
การที่เราจะ highlight ส่วนสำคัญของ context นั้นๆได้ ต้องไม่ใช่การอ่านไป highlightไป
แต่เราต้องทำความเข้าใจกับเนื้อหานั้นๆ ก่อนว่าเขากำลังพูดถึงอะไร ใจความสำคัญเรื่องเรื่องที่อ่านอยู่ กำลังดำเนินไปในทิศทางไหน
เมื่อเราเข้าใจเนื้อหานั้นดีแล้ว เราจะมองเห็นประโยคสำคัญที่เราต้องการจะ highlight เพื่อ point out เอาไว้ว่า นี่แหละคือจุดที่ต้องจำ หรือประโยคนี้แหละโดยใจ ใช้ประโยชน์ได้จริง
3. Taking note after you read 🧩
⭐⭐ขอติดดาวคำว่า After you read (5 ล้านดวง)⭐⭐
เทคนิคนี้จะคล้ายๆ กับ เทคนิค Highlighting ซึ่งเราจำต้องเข้าใจเนื้อหาที่เราอ่านก่อน
แล้วดึงใจความสำคัญมาเขียนในรูปแบบความเข้าใจของเรา
หลายคนอ่านจะสงสัยว่าแล้วอ่านเท่าไหร่ถึงจะรู้ว่าต้องหยุดแล้ว take note
และนี่คือข้อดีของการ Pre-reading จากเทคนิคข้อแรก
เพราะการที่เรา skim and scan ก่อนเราจะรู้ว่า chapter แต่ละเรื่องที่เราอ่านมีหัวข้อย่อยอะไรบ้าง และให้เราทำความอ่านและทำความเข้าใจเรื่องหาย่อยๆ ใน chapter นั้นๆ แบ่งการ take note ออกเป็นตามหัวข้อย่อยๆ ได้เลยย
วิธีนี้จะทำให้เราเห็นภาพและ connect เรื่องราวได้ดีมาขึ้นด้วย 💡
📌Tip for taking note 📌
- What’s the key term
- Where’s the main points
- Summaries context with example
4. Summary 🧩
เฮ้ย เตง ! Taking note แล้วยังมี Summary อีกเหรอ 😵💫
เราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า Summary ไม่เท่ากับ Taking note 🚀
เพราะการทำสรุปใจความสำคัญนี้มันคือการที่หลังจากเราอ่าน และทำความเข้าใจกับเนื้อหานั้นๆ แล้ว และเรามีการหาเนื้อหาจาก source อื่นๆ มาเพิ่มเติม เพื่อประกอบความเข้าใจในเรื่องนั้นๆ มากขึ้น
ซึ่งต่างจากการ take note ที่จะมีเพียง key หลักสำคัญๆ
และการทำสรุปเนื้อหาที่ดี มันคือการที่เรากลับมาอ่านเนื้อความนั้นอีกครั้งแล้วเรายังเข้าใจมันได้อยู่ และสามารถนำเนื้อหานั้นไปต่อยอด เชื่อมโยงกับเรื่องอื่นๆเพื่อให้ได้ความรู้ ความเข้าใจที่กว่ามากขึ้น
🧠 Summary เปรียบเหมือน Second brain ของเรานั่นเอง 🧠

📌Tips
Source ที่เราจะนำมาเป็นความรู้เพิ่มเติม ควรจะเป็นสิ่งที่เราสนใจ ในรูปแบบไหนก็ได้
ไม่ว่าจะเป็น Podcast , Video game หรือ หนังสือต่างๆ มันจะทำให้เราเข้าใจและเห็นภาพอย่างชัดเจนขึ้น
5. Practice makes perfect 🧩
สำหรับเทคนิคที่ 5 ค่อนข้างจะเหมาะกับเชิง Academic มากกว่า ในเคสที่แบบลงมือทำสิ่งๆ นั้นจริงๆ แต่ในแง่ของ Emotional ก็สามารถฝึกฝนได้เหมือนกัน อย่างเช่น การฝึกตั้งคำถาม หรือการฝึกมุมมองให้กว้างขึ้น
เพราะการลงมือทำคือการค้นพบ Pattern การเรียนรู้ อีกรูปแบบนหนึ่งที่จะทำให้เราค้นพบตัวตน และการเรียนรู้ที่มีมากกว่าทฤษฎี
📌Tips – Taking a break session –
การให้เวลาพักกับตัวเองหลังจากอ่านหนังสือจบ 1 session ตามที่เราตั้งใจ
เพื่อให้สมองของเราได้พัก รวมถึงสายตาที่จ่ดจอมาตลอดเกิน 1 ชม.
โดยการไม่รับ information หรือ consume สิ่งใดเพิ่ม (พักทีแปลว่าพักจริงๆ)
มีทฤษฏีหนึ่งบอกไว้ว่าเราควรจะทำตัวเบื่อบ้าง เพื่อให้สมองและร่างกายของเราได้ทำงานช้าลง เพื่อเติมพลังให้กับกิจกรรมถัดไป อาจจะเป็นนั่งมองท้องฟ้า มองกำแพงบ้าน ออกไปสูดอากาศ แต่ต้องไม่ใช่การฟังเพลง หรือเล่น Social
สำหรับใครที่มีวิธีการอ่านหนังสือแบบไหน อยากมาแชร์ หรือ ลองเอาวิธีด้านบนมาปรับใช้แล้วเป็นยังไง comment บอกกันได้นะคะ
ขอให้ทุกคนสนุกกับการเดินทาง
แล้วพบกันใหม่ค่ะ 🖤
Leave a comment