Storytelling พูดยังไงให้รู้เรื่อง

หลายครั้งที่พยายามจะสื่อสารสิ่งที่มีในหัวออกไป ตอนที่มันอยู่ในหัว มันก็เข้าใจดีอยู่หรอก
แต่ว่าพอพูดออกมานี่สิ กลับพูดไม่เข้าใจซะงั้น โดยเฉพาะกับเรื่องที่มีสาระ เอาเข้าจริงก็พูดแบบจับต้นชนปลายไม่ถูกเลย ~ ทำไมมันช่างแตกต่างจากตอนพูดไปเรื่อยโดยสิ้นเชิงน้ออ 😂

แต่ในเมื่อเราเชื่อว่านั่นคือ skill และทุกอย่างมันสามารถฝึกฝนได้
ไปเลย กดตุ่ม research เรื่อง storytelling ทันที จนได้เจอกับ mini series ของ
The standard KND ที่ไว้เมื่อ 4 ปีก่อน

Podcast cover page – The standard KND-

KND RP657ทีมีชื่อว่า
ทำไมเราไม่เก่งเรื่อง Storytelling? | Why Am I Not Good At Telling Stories?
ด้วยความที่เราชอบฟังช่องนี่อยู่แล้ว และเนื้อหาก็ย่อยง่าย แถมได้คำศัพท์ภาษาอังกฤษใหม่ๆ ด้วย เรื่องเรียนรู้เทคนิคดีดี กับเรียนรู้ภาษาอังกฤษไปในตัว เยี่ยมไปเลยใช่มั้ยละ 😁

เนื้อหาพูดถึงเทคนิคการฝึกทักษะการเล่าเรื่องที่อ้างอิงมาจากบทความของ Alex Blumberg นักพูดชื่อดังจากฝั่งอเมริกา ที่จะช่วยให้เราพัฒนาจากคนที่พูดไม่รู้เรื่อง ได้กรอบความคิดและแนวทางในการดำเนินเรื่องที่จะเล่าให้ออกมา smooth และน่าสนใจ

ในโลกยุดนี้เราปฎิเสธไม่ได้เลยว่า ทักษะการสื่อสารเป็นอีกทักษะหนึ่งที่สำคัญ ถ้าเจาะลึกลงเป็นแล้วจะพบกับเจ้าทักษะที่น่าสนใจอย่าง “Storytelling skill” หรือทักษะการเล่าเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น การไปพบปะลูกค้า การทำความรู้จักเพื่อนใหม่ๆ รวมไปถึงการไลฟ์ขายของ ทำคอนเท้นต่างๆ บนโลกออนไลน์ ล้วนจำเป็นต้องใช้ทักษะการเล่าเรื่องให้น่าดึงดูดกันทั้งนั้น

ก่อนที่จะเข้าสู่เทคนิค เรามาทำความเข้าใจถึงสาเหตุของการพูดเท่าไหร่ก็ไม่เข้าใจกันก่อนดีกว่า นี่คือ 3 เหตุผลที่ทำให้พวกเราพูดไม่รู้เรื่องสักที 😖

🧩 The 3 reasons why you’re not good at telling stories.

  1. You have no sequence of actions.

    การทีเล่าเรื่องโดยไม่มีลำดับการเล่าเรื่องที่ดี จะทำให้เรื่องที่กำลังเล่าดูไม่น่าสนใจขึ้นมาทันที เช่น อยู่ก็โผล่งเรื่องราวขึ้นมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย หรือเล่ากลางเรื่องแล้วค่อยมาเติมจุดเริ่มต้น ซึ่งจุดนี้จะทำให้คนฟังสับสนและจับใจความเกี่ยวกับเรื่องที่เล่าไม่ได้เลย จนสุดท้ายก็จะหมดความสนใจไปในที่สุด

    ✅ สมองของคนเราจะชอบฟังเรื่องเล่าที่มีลำดับขั้นตอน ยิ่งเป็นลำดับเรื่องเล่าที่ไต่ระดับความรู้สึกได้แล้วละก็ เรื่องราวเหล่านั้นยิ่งน่าสนใจ โดนการเล่าเรื่องจากจุดเริ่มต้น เดินทางไปยังจุดเปลี่ยน ทำให้คนฟังอยากรู้ถึงพัฒนาการของเรื่องราวนั้นๆ ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นต่อไป มันจะทำให้คนฟังไม่รู้สึกเบื่อกับเรื่องที่ฟังอยุ่
  2. The story is too long, so they lose interest.

    พูดง่ายๆก็คือ การเล่าเรื่องที่มีแต่น้ำไม่มีเนื้อ ถึงแม้ว่าเรื่องราวที่เราพยายามเล่านั้นจะมี details ที่น่าสนใจขนาดไหน แต่การสื่อการมันออกมาได้ไม่ถูกวิธี เล่าเรื่องยาวเกริ่นนำซะยาวเหยียด ไม่รู้ว่าจะเข้าเนื้อเรื่องได้เมื่อไหร่ คนฟังก็จะรู้สึกว่าไม่ได้อะไรจากสิ่งเหล่านั้นเลย แม้ว่าเรื่องราวที่กำลังถ่ายทอดจะเป็นลำดับขึ้นตอนก็ตาม

    ✅ระหว่างทางของการเล่าเรื่อง และพัฒนาการของเนื้อเรื่อง มันควรจะทำให้คนฟังตื่นเต้น จากการได้รับอะไรบางอย่างในระหว่างที่ฟัง มีจุดสะกิดใจ เนื้อหาที่ตรงประเด็น ต่อให้เรื่องราวนั้นจะยาวเท่าไหร่คนฟังก็จะไม่รู้เบื่อหรือหมดความสนใจ
  3. Content and Delivery

    เนื้อหาและวิธีการถ่ายทอดเนื้อหา ถือเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่จะพลาดกัน อาจจะเป็น
    เพราะมันอาจจะยังถูกเล่าได้ไม่ตรงจุด ตรงใจมากพอที่จะทำให้การเล่าเรื่องมันดึงดูดผู้คนให้สนใจได้ ต่อให้เรื่องนั้นมันจะน่าสนใจ แต่การส่งต่อเรื่องราว บริบทการเล่าเรื่อง รวมไปถึงน้ำเสียงของการสื่อสารมันอาจจะยังไม่น่าฟังเท่าที่ควร โดยเฉพาะการส่งต่อเนื้อหาในเชิงวิชาการยิ่งอันตรายเพราะถ้ายิ่งเล่าโดยน้ำเสียงที่ไม่น่าเชื่อถือแล้วละก็ คนฟังจะหมดความสนใจได้เลยทันที

    ✅การเล่าเรื่องและการส่งต่อสารที่ดี มันควรมีการดำเนินเรื่องที่มีลำดับ รวมถึงรายละเอียดที่จำเป็นของสิ่งที่กำลังเล่า ไม่ว่าจะเป็นบุคคล เรื่องเนื้อเรื่อง ข้อมูล ตัวเลขต่างๆ เพื่อให้คนฟังเข้าใจ และมองเห็นภาพที่ตรงกัน มันจะส่งผลให้เรื่องราวเกิดความ smooth จนเดินทางไปยันจุดพีคของเรื่อง และตามด้วยบทสรุปที่สะท้อนให้เห็นถึงเรื่องราวที่เรากำลังจะสื่อสาร

จากสาเหตุที่พูดถึงมันดูแล้วก็เหมือนจะเป็นเรื่อง Basic ที่ไม่ได้มีความซับซ้อนอะไรมาก และต่างการเป็นจุดอ่อนที่สามารถพัฒนาได้ทั้งนั้น (เห็นด้วยมั้ยคะ 😉)

🧩How do you get better at telling stories ?

สมการการเล่าเรื่องที่ดี คือ
เรื่องนี้ถูกเล่าเพราะอะไร + เหตุผลในการเล่าเรื่องนี้และทำไมมันถึงมีความน่าสนใจ

“I’m telling a story about X, and it’s interesting because Y” – Alex Blumberg

การเล่าเรื่องที่ดีและสามารถดึงคนให้อยู่กับเราได้นั้น เราจำเป็นที่จะต้องมองหา
Main subject ของเรื่องที่จะเล่าจริงๆ ให้เจอ และว่า Structure เรื่องราวให้ได้ว่าอันไหนคือจุดเริ่มต้น สิ่งในคือปมของเรื่องราว ช่วงพีคมันขึ้นอะไร และบทสรุปของมันหน้าตาจะออกมาเป็นแบบไหน

โจทย์ที่ควรพิจารณาคือต้องดูว่า เรื่องราวมันจะเซอร์ไพร์คนฟังอย่างไร และคนฟังจะได้ประโยชน์อะไรบ้าง หรือนำไป adapt apply กับอะไรได้บ้างจากเรื่องราวที่พวกเขาฟัง ถึงแม้ว่าเรื่องราวเหล่านั้นจะเป็นสิ่งที่เขารู้อยู่แล้วก็ตาม แต่การพ้อยให้เห็นมุมมองที่แตกต่างของเรื่องราวนั้นๆ ได้ จะทำให้คนฟังรู้สึกสนุกกับมุมองที่ไม่เคยเจอ และสามารถเป็นประเด็นให้ discuss กันได้ต่อว่ามุมมองแบบใหม่ กับที่สิ่งที่เขาเคยรู้มันเหมือนหรือต่างกันอย่างไร

สุดท้ายส่วนที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ conclusion การสรุปเรื่องราวที่สามารถตอบคำถาม หรือปมในใจของผู้ฟังที่ร่วมเดินทาง หรือมีความสงสัยที่เกิดขึ้นระหว่างทาง บทสรุปที่แก้โจทย์ความสงสัย จุดจบของเรื่องราวที่คาดไม่ถึง เรื่องที่คนฟังคาดหวังอยากให้เป็น และการสร้างความเข้าใจที่กระจ่างชัด โดยที่ไม่ให้คนฟังติดค้างว่า แล้วมันยังไงต่อนะ ทำไมเราต้องฟังเรื่องนี้ด้วยนะ การจบเรื่องราวไม่เพียงแต่จะสมบรูณ์แบบ ที่การให้ในสิ่งที่คนฟังรู้สึกไปกับเรื่องราวเหล่านั้นก็ถือเป็นส่วนสำคัญเช่นกัน

“เราเลือกได้ว่าตอนจบมันควรจะเป็นแบบไหน แต่ต้องไม่ลืมว่า
การปิดฉากจบของเรื่องราวนั้นได้ให้อะไรกับผู้ฟังบ้าง”

Storytelling เป็นหนึ่งในทักษะที่ฝึกฝนและพัฒนาต่อไปด้วยการลงมือทำ อย่ามัวแต่ปล่อยให้เสียงพูดวุ่นวายอยู่ในหัว พยายามถ่ายทอดออกมาไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบการพูด หรือการเขียน มันจะช่วยให้เราจัดเรียงเรื่องราว และทำความเข้าใจกับมันได้มากขึ้น
และการสื่อสารของเราจะพัฒนาขึ้นจากการฝึกฝนจนกลายเป็น skill ที่สามารถทำประโยชน์ให้ตัวเราเองได้อีกมากมาย ❤️

ขอบคุณที่เดินทางมาถึงตรงนี้นะคะ
ขอให้ทุกคนสนุกกับการเดินทางของตัวเองนะ แบบเจอกันใหม่ค่า 😉

Reference : https://www.youtube.com/watch?v=OtmUN0gpAog

Leave a comment